ถึงท่านผู้ชม ซึ่งเคยติดตามผลงานของข้าพเจ้า ผ่านทาง blog นี้ ทาง website เครือข่ายสังคมอื่น ๆ หรือใน webboard อื่น ๆ
ท่านอาจคุ้นเคยกับภาพวาดของข้าพเจ้า ซึ่งถูกวาดด้วย software ใน computer
ท่านอาจรู้สึกว่า มันช่างสวยงาม แสงสีหรูเลิศอลังการยิ่งนัก
ท่านอาจคิดว่า ข้าพเจ้าชอบวาดภาพมาก
 
แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่ท่านคิดเสมอไป
 
การทำกิจกรรมแต่ละอย่าง ล้วนกระทำไปโดยคาดหวังผลลัพธ์แตกต่างกันบ้าง เหมือนกันบ้าง
 
ข้าพเจ้าอยากเสพผลงานอย่างนั้นอย่างนี้ และอยากให้ผู้อื่นได้เสพผลงานนั้นด้วย
ข้าพเจ้าจึงสร้างผลงานนั้นขึ้นมา
 
ข้าพเจ้าต้องการเห็นภาพอะไรบางอย่าง และต้องการให้ผู้อื่นเห็นภาพนั้นด้วย
ข้าพเจ้าต้องการให้ผู้คนเห็นด้วยตาของผู้นั้นเอ มิใช่นึกภาพเอาเองในสมอง
ข้าพเจ้าจึงวาดภาพ
software ในเครื่อง computer เป็นเครื่องมือซึ่งอำนวยความสะดวกได้ดี ข้าพเจ้าจึงใช้พวกมัน
 
ข้าพเจ้าต้องการได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง และต้องการให้ผู้อื่นได้ยินเสียงนั้นด้วย
ข้าพเจ้าต้องการให้ผู้คนได้ยินด้วยโสตประสาทของผู้นั้นเอง มิใช่จินตนาการเอาเองในสมอง
ข้าพเจ้าจึงสร้างสรรค์ดนตรี ไม่ว่าจะบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี หรือเรียบเรียงเสียงดนตรีสังเคราะห์ด้วยคอมพิวเตอร์ก็ตาม
 
ข้าพเจ้าต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างออกไป ข้าพเจ้าจึงสร้างสรรค์ผลงาน
ภาษาและตัวอักษร คือเครื่องมือที่สะดวกต่อการใช้งาน
หากใช้มันอย่างละเอียดอ่อน มันจะสื่อความหมายได้ชัดเจน ตรงไปตรงมา ไม่กำกวม
การเขียนตัวอักษรด้วยมือ การพิมพ์ตัวอักษรผ่านทางแป้นพิมพ์ มันง่ายกว่าการวาดภาพ หรือการบรรเลงดนตรี
ข้าพเจ้าจึงเขียนบทความ
("เขียน" ในที่นี้ ครอบคลุมไปถึงการพิมพ์ตัวอักษรด้วยแป้นพิมพ์ด้วย)
 
ข้าพเจ้าต้องการให้ผู้คนรับรู้สิ่งที่ข้าพเจ้าต้องการสื่อสารออกไป
ข้าพเจ้าต้องการหนีจากการถูกรังเกียจ
ข้าพเจ้าอยากได้รับการยอมรับจากผู้อื่น
ข้าพเจ้าอยากได้รับการยกย่องจากผู้อื่น ข้าพเจ้าอยากให้คนชื่นชมว่า ผลงานของข้าพเจ้านั้นดีเยี่ยม
ข้าพเจ้าหวังว่า ผู้คนจะรู้สึกดีขึ้น เมื่อได้เสพผลงานของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้าหวังว่า หากผู้คนเข้าใจสิ่งที่ข้าพเจ้าได้สื่อสารออกไป ผู้คนจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าดีมากขึ้น
 
ข้าพเจ้าจึงนำผลงานที่ข้าพเจ้าสร้างไปเผยแพร่ ให้สาธารณชนได้เข้าถึงมัน ไม่ว่าจะเป็นการดูด้วยตา ฟังด้วยหู หรืออ่านแล้วตีความด้วยสมองและความรู้สึกซึ่งอยู่เหนือกายภาพ
 
ยิ่งไปกว่านั้นคือ ข้าพเจ้าอยากได้การยอมรับจากตัวข้าพเจ้าเอง
ข้าพเจ้ายังคงยึดติดกับตัวตนในอุดมคติ
อุดมคติที่ว่า ตนเองต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องได้ครอบครองวัตถุชิ้นนั้นชิ้นนี้ ต้องสามารถทำอย่างนั้นอย่างนี้ได้ ทำให้ได้ดีถึงระดับเท่านั้นเท่านี้
นั่นคือเงื่อนไขสำหรับการยอมรับตัวเอง
 
ข้าพเจ้าต้องการเป็นที่ยอมรับจากตนเอง ข้าพเจ้าจึงสร้างผลงานต่าง ๆ
 
ในบางครั้ง ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายให้ทำอะไรบางอย่างให้
ข้าพเจ้าไม่ได้ทำเพราะอยากทำ ไม่ได้ทำเพราะรู้สึกสนุกในขณะที่ทำ
แต่ทำเพราะมีปัญญาทำ ก็เลยทำให้ และบางครั้งมันก็จำเป็นต้องทำ เพราะยังคิดหาวิธีอื่นไม่ออก
 
หากแต่นั่นมิใช่การอยู่กับปัจจุบันขณะ มันเป็นเพียงการคาดหวังผลลัพธ์ในอนาคต ยังคงตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลศ
ตามหลักศาสนาพุทธ ความทุกข์เกิดจากกิเลศ การคาดหวังกับผลลัพธ์ในอนาคต ก็มีโอกาสทำให้เกิดความทุกข์ได้
 
ข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกสนุก ในขณะที่กำลังสร้างผลงานเสมอไปหรอกนะ
ถ้าเปรียบเทียบแบบสุดโต่งก็คือ ความสนุกในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังเล่นเกม Touhou มากกว่าความสนุกในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังทำ computer graphic
 
ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังทำ computer graphic บางครั้งข้าพเจ้าก็รู้สึกเพลิดเพลินดี แต่ก็ไม่สนุกสุดเหวี่ยงสุดสวิงริงโก้ เท่ากับการเล่นเกม Touhou หรอกนะ
 
บางครั้งข้าพเจ้าก็รู้สึกเครียด ทุกข์ใจทุกข์กายมากในขณะที่กำลังทำ computer graphic ด้วยซ้ำไป
 
แต่ข้าพเจ้าก็รู้สึกสงสัยอยู่ว่า การเปรียบเทียบการทำ computer graphic กับการเล่นเกม Touhou นับเป็นเหตุผลวิบัติหรือเปล่า ?
 
ถ้าหากข้าพเจ้ายึดถือความสุขในขณะที่กำลังทำกิจกรรมอะไรบางอย่างเป็นที่ตั้ง
ข้าพเจ้า ควรจะสร้างผลงานชิ้นอื่น ๆ ต่อไปหรือเปล่า ? ในเมื่อข้าพเจ้าไม่ได้รู้สึกสนุกสุดเหวี่ยงสุดสวิงริงโก้ในขณะที่กำลังสร้างผลงานชิ้นนั้น ๆ
 
อีกทั้งผลงานส่วนใหญ่ของข้าพเจ้า ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เสพผลงานได้รับกามสุข ซึ่งตามหลักศาสนาพุทธ กามสุขเป็นความสุขที่ไม่ยั่งยืน มีความทุกข์ปนมาด้วยเสมอ ไม่ควรยึดติดกับความสุขแบบนี้มากนัก
ข้าพเจ้า ควรจะสร้างชิ้นอื่น ๆ ต่อไปหรือเปล่า ? ในเมื่อกามสุขไม่ใช่ความสุขระดับสูงสุด
 
คำตอบคือ ข้าพเจ้าก็ยังคงสร้างผลงานชิ้นอื่น ๆ ต่อไปนั่นละ
ดูเหมือนว่า ความต้องการที่จะสื่อสาร มีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น จะเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ไปแล้ว
การสร้างผลงาน และการแสดงผลงาน มันก็คือการสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์รูปแบบหนึ่งนั่นละ

Comment

Comment:

Tweet

กะปูขอคอมเมนต์เยอะๆก็พอแล้ว ที่เหลือยังไงก็ได้
ส่วนสนุกสวิงริงโก้ไรนั่นก็ปล่อยไปเถอะ ถ้าเพลินก็วาดกันต่อไป ถ้าเครียดก็หยุดเท่านั้นเอง กดดันตัวเองให้เครียดมันก็ไม่ใช่งานอดิเรกแล้วละปูว่าconfused smile

#1 By flaure on 2011-12-09 16:49