economic

นี่คือทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ ซึ่งเสนอโดย อับราฮัม มาสโลว์
หลักการสำคัญของทฤษฎีนี้ก็คือ มนุษย์จะบรรลุความต้องการขั้นสูงได้ ก็ต่อเมื่อบรรลุความต้องการขั้นต่ำกว่านั้นเสียก่อน
ทฤษฎีนี้ เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางในหลาย ๆ วงการ
 
การครอบครองวัตถุอันนำมาซึ่งความอยู่รอดขั้นพื้นฐานทางกายภาพ จึงเป็นแรงจูงใจลำดับต้น ๆ ในการมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต หรือบริโภคสินค้าและบริการ
 
ผมก็จะต้องค่อย ๆ บรรลุความต้องการทีละขั้น
 
ขั้นพื้นฐานที่สุดก็คือ ผมต้องมีอาหารกินก่อน
ผมจะรู้สึกไม่มีสมาธิในการเขียน Script เกม ถ้าผมไม่มั่นใจว่า ผมจะมีอาหารเพียงพอ
หากผมไม่มั่นใจว่าจะมีอาหารเพียงพอ ก็จะกลุ้มใจมาก กลัวตาย ก็เลยต้องหาทางทำให้ตัวเองมีอาหารกินให้ได้
 
ในยุคเศรษฐกิจระบบทุนนิยม สื่อกลางในการแลกเปลี่ยนก็คือ เงิน
หากต้องการอาหารก็ต้องเอาเงินไปแลก
วิธีการหาเงินที่เข้าใจง่ายที่สุด ในระบบทุนนิยมก็มี 2 วิธี คือ เอาวัตถุสิ่งของไปแลก หรือไม่ก็เอาแรงตัวเองไปแลก
 
ปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ ผู้คนมากมาย จำใจทำงานที่ตัวเองไม่ชอบ เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งความต้องการระดับล่าง ๆ ตามทฤษฎีของมาสโลว์
บนโลกนี้ จะมีสักกี่คน ที่ตื่นขึ้นมา แล้วอยากไปทำงานมาก ๆ คนส่วนมากก็รอคอยวันหยุดกันทั้งนั้นละ
 
อีกทั้งระบบการเงินในเศรษฐกิจแบบทุนนิยม มันมีอะไรบางอย่างลึกลับซับซ้อนมาก
 
ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากผู้กุมระบบเศรษฐกิจโลก ทำให้คนจำนวนมากต้องทำงานหนัก เพียงเพื่อให้ได้ค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด
 
ผู้ผลิตสินค้าบางราย ก็ต้องตั้งโจทย์ว่า "ทำอย่างไร จึงจะกอบโกยเงินจากผู้ซื้อสินค้าให้ได้มากที่สุด" จนอาจมองข้ามโจทย์ที่ว่า "ทำอย่างไร สินค้าที่เราผลิต จึงจะเป็นสินค้าที่ดีสุด ๆ เจ๋งสุด ๆ คุ้มค่าสุด ๆ"
 
การบรรลุความต้องการขั้นสูงสุด จึงเป็นไปได้ยากเหลือเกิน
ถึงแม้ว่าอยากสร้างเกมที่เจ๋งสุด ๆ มาให้คนได้เล่นฟรี ๆ แต่ก็ไม่ได้ทำสักที แค่ทำงานเพื่อให้มีอาหารกิน ก็หมดแรงแล้ว จะเอาแรงเอาเวลาจากไหน ไปสร้างเกมดี ๆ
 
ผู้คนมากมาย รู้ตัวแล้วว่าระบบเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่เป็นผลดีต่อปัจเจกชนเลย
 
ดูเหมือนว่า จะไม่มีทางออกจากปัญหานี้ได้เลย ยังไงเสีย มนุษย์ก็ต้องบรรลุความต้องการพื้นฐานทางกายภาพเสียก่อน แม้มันจะต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยยากก็ตาม
 
แต่มันก็ไม่มืดมนขนาดนั้น ผมเจอข้อมูลที่น่าสนใจ จากหนังสือเล่มนี้
 
 
ในบทที่ 1 ของหนังสือเล่มนี้ ได้อ้างอิงถึงเนื้อหาส่วนหนึ่ง ในหนังสือ Spiritual capitalism ซึ่งแต่งโดย Donar Zohar และ Ian Marshall
เนื้อหาส่วนนั้น สรุปใจความได้ว่า
 
ก่อนที่มาสโลว์จะเสียชีวิตไม่นาน เขายอมรับว่าทฤษฎีของเขาเองนั้น เป็นทฤษฎีที่ผิด
พีระมิดแสดงลำดับขั้นความต้องการที่ถูกต้อง น่าจะเป็นพีระมิดกลับหัว
ความต้องการทางด้านจิตวิญญาณต่างหาก ที่เป็นความต้องการขั้นพื้นฐานที่สุดที่สุดของมนุษย์
ผมขอสรุปเอาเองแล้วกันว่า แรงจูงใจในด้านจิตวิญญาณ ได้แก่ "ความรู้สึกอยากมีความสุขในสิ่งที่ทำ เป็นผู้สร้างสิ่งที่ดี และผู้ให้สิ่งที่ดี" และ "ความรู้สึกอยากช่วยเหลือผู้อื่น"
 
 
ในช่วงเวลาที่ผมกำลังเรียบเรียงบทความนี้ ผมเองก็ยังไม่เคยอ่านหนังสือ Spiritual capitalism เต็ม ๆ เพราะยังไม่มีสำนักพิมพ์ไหนในไทยซื้อลิขสิทธิ์มาแปลแล้วพิมพ์ขาย ผมไม่ทราบว่าหนังสือเล่มนี้เป็นที่รู้จักกันขนาดไหนในระดับโลก และผมก็ยังไม่ปักใจเชื่อ 100% ว่า มาสโลว์ยอมรับความผิดพลาดในทฤษฎีเก่าของตนเองจริงหรือเปล่า
 
อย่างไรเสีย เราก็พอจะมีข้อมูลที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่า ความต้องการทางด้านจิตวิญญาณเป็นความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์
 
มีกลุ่มคนบางกลุ่ม ที่ทำตามความต้องการทางจิตวิญญาณก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องความอยู่รอดทางกายภาพทีหลัง
 
กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งในนั้น คือ ลาร์รี่ เพจ และ เซอร์เก้ บริน ผู้สร้าง Google อันเป็นเสมือนพระเจ้าในยุค Internet
เจตนารมณ์ในการสร้าง Google ของพวกเขาคือ "สร้างระบบการค้นหาข้อมูลที่ดีที่สุด เร็วที่สุด สะดวกที่สุด" ไม่ใช่ "หาเงินจากระบบการค้นหาข้อมูลให้ได้มากที่สุด"
 
สินค้าและบริการอื่น ๆ ของ Google ก็ถูกคิดค้นขึ้น โดยตั้งโจทย์ว่า "ทำอะไรที่มันเจ๋งสุด ๆ ไปเลย" ก่อน แล้วค่อยตั้งโจทย์ว่า "จะหาเงินจากมันได้อย่างไร?" ทีหลัง
 
เศรษฐกิจที่ดำเนินไป โดยใช้แรงจูงใจอันสวยหรูนั้นเป็นแรงจูงใจขั้นพื้นฐาน จะช่วยให้มนุษย์อยู่รอดได้หรือไม่ ? ผมเองก็ตั้งข้อสงสัยว่า "ถ้ามนุษย์ไม่มีอาหารเพียงพอ มันจะเอาแรงที่ไหนไปทำสิ่งที่ดี ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด จะไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร ?"
 
ธรรมชาติไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้นหรอก
การทำสิ่งที่มีความสุข สร้างสิ่งที่ดี ให้สิ่งที่ดี มันมีขอบเขตกว้างขวางมาก ๆ ครอบคลุมถึงกิจกรรมแทบทุกอย่างในจักรวาลแล้ว
ธรรมชาติสร้างสัตว์โลกแต่ละตัวให้มีความถนัด ความชอบ แตกต่างกันอยู่แล้ว
 
ดังนั้น จะต้องมีคนที่รู้สึกว่า
 
"การปลูกพืชปลูกผัก เป็นความสนุกอย่างยิ่ง ปลูกผักแล้วมีความสุขมาก อยากปลูกผักที่ดีที่สุด ปลอดภัยต่อผู้บริโภคมากที่สุด ถ้าหากมีคนมากินผักที่ฉันปลูก แล้วเขามีความสุขจากการกินผักเหล่านั้นละก็ ฉันจะดีใจมาก ๆ"
 
"การสร้างแผงโซลาร์เซลล์นี่มันสนุกจริง ๆ ฉันสนุกสนานกับการพัฒนาแผงโซลาร์เซลล์รุ่นใหม่ ๆ ฉันอยากให้ชาวโลกได้ใช้แผงโซลาร์เซลล์ของฉันมาก ๆ"
 
"ฉันสนุกสนานกับการคิดค้นวิธีสร้างน้ำมันเชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือใช้ ฉันรู้สึกภาคภูมิใจที่เปลี่ยนขยะที่สร้างปัญหา ให้กลายเป็นเชื้อเพลิงที่มีประโยชน์ได้ ฉันภาคภูมิใจที่คนอื่นได้ใช้เชื้อเพลิงจากเทคโนโลยีของฉัน"
 
"ฉันสนุกสนานกับการออกแบบอาคารสิ่งก่อสร้างมาก ฉันมีไอเดียสำหรับสร้างตึกสุดอลังการ ซึ่งโครงสร้างแข็งแรงทนทานมาก และมีประโยชน์ใช้สอยนานับประการ แต่เอ.. ฉันก็ไม่มีแรงพอจะแบกดิน แบกทรายมากขนาดนั้น ตึกที่ฉันออกแบบจะเป็นรูปเป็นร่างได้อย่างไร ?"
 
"คนข้างบนน่ะ ไม่ต้องห่วง ฉันเป็นช่างก่อสร้างที่เก่งกาจมาก! ฉันยินดีช่วยแก!"
 
"อยากได้อิฐ ได้ปูน ไปก่อสร้างใช่ไหม!? มาเอาจากฉันนี่! ฉันขุดดินอย่างเอามันมาก ทุบหินปูนอย่างเมามันมาก ได้ปูนมาเพียบ!!"
 
คนเหล่านี้ ไม่ได้ผลิตอาหารหรือพลังงานด้วยแรงจูงใจที่ต้องการหนีความตาย แต่พวกเขาทำเพราะทำแล้วมีความสุข พวกเขายินดี ที่จะให้คนอื่นได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งที่พวกเขาสร้าง
 
เพียงเท่านี้ บรรดาศิลปินทั้งหลาย ก็มีอาหารกินได้อย่างทั่วถึงแล้ว ไม่ต้องกลัวอดตาย
 
หากเกษตรกร วิศวกร อยากเล่นเกม อยากดูหนัง อยากดูการ์ตูน ก็มีให้เลือกดูมากมาย
 
ในเมื่อต่างคนต่างก็อยากแจก อยากเป็นผู้ให้ ทรัพยากรต่าง ๆ ก็จะหมุนเวียน กระจายไปยังแต่ละปัจเจกชนเอง โดยที่แทบจะไม่ต้องจ่ายเงินซื้อสินค้าใด ๆ เลย
 
ในปัจจุบันนี้ สังคมที่ "ต่างคนต่างก็อยากทำ อยากแจก โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนที่เป็นวัตถุ" มีอยู่จริงในวงการข้อมูลข่าวสาร การปฏิวัติ Digital ทำให้มีข้อจำกัดทางกายภาพน้อยมาก
 
มีคนมากมาย สร้าง Video สุดอลังการ ไปโชว์บน Youtube หรือ Niconicodouga โดยที่ไม่ได้คาดหวังว่า คนที่มาดู Video จะจ่ายเงินให้แก่ผู้สร้าง Video นั้น ๆ โดยตรง
 
ใน Web Blog ต่าง ๆ ก็มีสมาชิกมากมาย เขียนบทความดี ๆ มาเผยแพร่ โดยที่ไม่ได้คาดหวังว่า คนที่เข้ามาอ่าน จะจ่ายเงินให้คนเขียนบทความโดยตรง
บทความที่ผมเขียน แล้วเอามาเผยแพร่ใน Blog ผมก็ให้คนอ่าน เข้าถึงมันได้ฟรี ๆ ผมเองก็ไม่ได้เงินจากผู้อ่านโดยตรง
 
ในฐานะผู้บริโภคข่าวสาร ก็สามารถเลือกเสพข้อมูลต่าง ๆ ได้มากมาย พระเจ้าอย่าง Google ก็ช่วยให้ผู้บริโภคข่าวสาร เข้าถึงสิ่งที่ต้องการได้ง่ายดายมาก
 
ส่วนในโลกกายภาพจริง ก็มีผู้คนมากมาย ยอมบริจาคเลือด เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ ทั้งที่ตัวเองไม่ได้เงินตอบแทนแม้แต่บาทเดียว แถมยังเจ็บตัวเสียอีก มีคนยอมทำงานเป็นอาสาสมัคร ช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ
 
อย่างไรก็ตาม ในโลกกายภาพจริง ในปัจจุบันนี้ สภาวะ "ต่างคนต่างก็อยากทำ อยากแจก โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนที่เป็นวัตถุ" ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบนักเมื่อเทียบกับโลก Digital การสร้างผลงาน ยังมีข้อจำกัดเรื่องปริมาณสสาร
แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะเพิ่มสภาวะ "ต่างคนต่างก็อยากแจก โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนที่เป็นวัตถุ" ในโลกกายภาพนี้
 
เริ่มต้นจากปัจเจกชน ต้องตระหนักว่าตนเองมีคุณค่า ตนเองมีอำนาจ ตนเองเป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตตนเองได้
 
ผู้คนต้องเชื่อมั่นในศีลธรรม ต้องมีความละอายต่อบาป เชื่อว่าผลบุญมีจริง ผลบาปมีจริง
 
ปัจเจกบุคคล ต้องใช้ความถนัดของตนเอง เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นบ้าง ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กัน ต้องพึ่งพาอาศัยกัน ไม่มีใครทำได้ทุกอย่างด้วยตัวคนเดียว
 
วิศวกรกับสถาปนิก ไม่สามารถสร้างตึกใหญ่ได้ หากไม่มีคนงานก่อสร้าง
คนงานก่อสร้าง ก็ไม่สามารถสร้างตึกใหญ่เองได้ หากไม่มีวิศวกรหรือสถาปนิก
 
เมื่อนั้น เงินจะมีความสำคัญน้อยลง ผู้คนจะไม่ต้องดิ้นรนทำงานหนักเพื่อหนีความตายไปวัน ๆ
 
ท่านผู้อ่าน อาจคิดว่ามันดูสมบูรณ์แบบเกินไป ดูยึดติดกับอุดมคติมากเกินไป
ผมเองก็ไม่คาดหวังถึงขนาดที่ว่า ระบบเศรษฐกิจในอุดมคตินี้จะเป็นจริงภายในวันสองวัน
อย่างน้อย ถ้าปัจเจกชน ได้รู้ว่าอะไรเป็นอะไร รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฏธรรมชาติ แล้วเชื่อมั่นในสิ่งเหล่านั้น มันก็จะเข้าใกล้ความเป็นจริงขึ้นเรื่อย ๆ
 
ขอขอบคุณ
แหล่งข้อมูลทั้งหมด ที่ผมอ้างอิงในบทความนี้
พ่อแม่ผู้ให้กำเนิด
ท่านผู้อ่าน ที่ตระหนักถึงคุณค่าของตัวท่านเอง
และ ตัวเอง ที่อุตส่าห์เรียบเรียงจนจบได้
สมัยที่ผมเรียนอยู่ในระบบการศึกษาปกติ ผมหาเงินเองได้ไม่มากนัก พ่อแม่ยังให้เงินไปใช้จ่ายตามสมควร
จนถึงตอนที่ผมเขียนบทความนี้อยู่ ผมยังหาเงินได้ไม่มากนัก
 
ดังนั้น ตอนที่ผมซื้ออะไรก็ตาม ผมจะรู้สึกผิด
มันขัดแย้งกับอุดมคติที่ว่า หาเงินมาได้ก็ต้องออมเงินไว้  เอาไว้ลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงย เมื่อมีเงินเหลือเฟือแล้ว จึงซื้อสิ่งที่ต้องการได้
 
โดยเฉพาะของกินที่อร่อย แต่ไขมันและคาร์โบไฮเดรตสูง พวกของหวาน ของทอด กินเยอะ ๆ ก็ไม่ดีต่อสุขภาพ แถมเสียตังค์อีกต่างหาก
 
บางครั้ง อย่าว่าแต่เสียเงินซื้อเลย ในยุคข้อมูลข่าวสารเฟ้อเช่นนี้ มีเนื้อหาสาระ(รวมไปถึงไร้สาระ)มากมาย ให้เสพกันได้ โดยที่ผมไม่ต้องเสียตังค์ให้กับผู้สร้างเนื้อหานั้น ๆ โดยตรง แม้แต่แดงเดียว
 
ถ้าผมเสพสิ่งบันเทิงปริมาณมาก ๆ (ไม่ว่าจะเสียเงินให้กับมันหรือไม่ก็ตาม) ผมก็รู้สึกผิดนะ เพราะว่าผมควรจะเอาเวลาและพลังงาน ไปสร้างสรรค์ผลงานเองบ้าง
 
แต่ถ้าคิดในมุมกลับกัน ถ้าผมไม่บริโภคอะไรบางอย่างที่อยากบริโภคมันจริง ๆ ผมก็รู้สึกผิดอีกนั่นละ
 
ถ้าผมเป็นคนชอบทำขนมหวาน ตั้งใจคิดค้นสูตรขนมที่อร่อย ตั้งใจทำอย่างสุดฝีมือ แล้วไม่มีคนซื้อไปกินละก็ คงจะรู้สึกน้อยใจมากแน่ ๆ
 
ถ้ามีแต่คนสร้าง แต่ไม่มีคนบริโภคสิ่งที่ถูกสร้าง มันก็น่าน้อยใจนะ
บางครั้ง มันอาจจะเป็นเรื่องหนักหนากว่าน้อยใจก็ได้ เพราะผู้สร้างผลงาน ก็จำเป็นต้องหนีความรู้สึกกลัวตาย ต้องหาเงินไว้ซื้ออาหารยังชีพ ถ้าเราไม่ซื้อ ก็กลัวเขาอดตายนะ
 
นี่เฉพาะกรณีที่ผู้ผลิตสินค้าหรือบริการ สร้างผลงานด้วยใจรักอย่างแท้จริงนะ
ถ้ากับคนที่รู้สึกว่าการผลิตสินค้ามาขายเป็นภาระ ถ้าไม่กลัวอดตายก็คงไม่ทำ ผมคงไม่ไปซื้ออะไรจากเขาหรอก รู้สึกเหมือนไปเพิ่มภาระให้เขา (แม้ว่าจะจ่ายเงินให้เขาก็ตาม)
อดีตนายกทักษิน ชินวัตร เคยโฆษณาว่า "ต่อไปนี้ เด็กไทยจะหิ้วคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊คไปโรงเรียน"
มันก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาหลายปีแล้ว ตอนที่อดีตนายกทักษินกล่าวเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค ราคาแพงอยู่
 
จึงมีคนตีความไปว่า อดีตนายกทักษินขี้โม้มาก กะจะเอาเรื่องเวอร์ ๆ มาหลอกล่อให้คนมาลงคะแนนเสียงให้ตนเอง
 
แต่ว่า เครื่องมืออิเล็กโทรนิกส์ มีแนวโน้มที่จะราคาต่ำเตี้ยลงเรื่อย ๆ และมีประสิทธิภาพสูงขึ้นเรื่อย ๆ
 
ในหนังสือ "สารพัดวิธีรวยด้วย Free" มีเนื้อหาส่วนหนึ่ง ที่มีใจความว่า ต้นทุนต่อการผลิตทรานซิสเตอร์ 1 ชิ้น ลดลงเหลือเพียง 0.1% เท่านั้น ภายในเวลา 10 ปี  
 
สักวันหนึ่ง คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค อาจมีราคาต่ำจนถึงขนาดที่คนธรรมดาทั่วไปซื้อมาใช้ได้ไม่ยาก
 
ทั้งนี้ ผมก็ไม่ได้ต้องการจะเชียร์ทักษินนักหรอกนะ ผมเพียงแต่คาดคะเนถึงสิ่งที่มีแนวโน้มจะเป็นไปได้