education

"เพราะเราคืนความรู้ที่อาจารย์สอนมา กลับไปหมดแล้ว"
 
น่าขบขันเสียจริง

เป็นเรื่องยากที่สิ่งมีชีวิตตัวใดตัวหนึ่ง จะเก่งทุกเรื่องจนสามารถทำได้ทุกอย่าง

เมื่อทำอะไรบางอย่างไม่ได้ ก็มีผลจากการทำสิ่งนั้นไม่ได้ตามมา

เช่น

ผมไม่แม่นยำ Perspective (การให้เห็นว่าภาพมี 3 มิติ ลงบนระนาบ 2 มิติ) นัก ตอนผมวาดรูป ผมจึงวาดได้แต่มุมกล้องแบบง่าย ๆ ตรง ๆ ตัวละครก็ไม่โพสท่าพิศดารนัก

อย่างไรก็ตามผมก็ใช้โปรแกรมสำหรับทำ model 3D เพื่อทดแทนจุดด้อยเรื่องการวาดลายเส้น หรือการ Paint ได้บ้าง โปรแกรมพวกนี้มันช่วยแสดงผลได้แม่นยำมาก

ผมผอมมาก แรงน้อยมาก ยกของหนักไม่ค่อยไหว ผมก็ต้องเลือกงานที่ไม่ต้องใช้แรงมากนัก เช่น งานด้าน Computer Graphic หรือถ้าจำเป็นต้องทำงานที่มีการเคลื่อนย้ายวัตถุหนัก ๆ บ่อย ๆ ก็คงต้องหาเครื่องทุ่นแรง เช่น แบกขึ้นมาไว้บนรถเข็น

จะเห็นได้ว่า วิธีการทำให้ตัวเองอยู่รอดได้ ทั้งที่ไม่ได้ทำให้ตัวเองเก่งขั้นเทพเมพขิงขิง ก็ยังพอมีอยู่บ้าง

แต่คนบางคน กลับเลือกวิธีที่ให้ผลลัพธ์ไม่เข้าท่าเท่าไร แถมยังส่งต่อความเชื่อในวิธีการเหล่านี้ไปยังชนรุ่นหลังด้วย

อย่างเช่น

การดรอป (ถอนการลงทะเบียนเรียนบางวิชา มักพบในการศึกษาระดับปริญญาตรี) หลังจากประกาศคะแนนสอบกลางภาคแล้ว

ถ้าได้คะแนนน้อย ก็ควรจะยอมรับว่าตนเองยังไม่เข้าใจเนื้อหาที่เรียนพอ พินิจพิจารณาว่าตนเองควรจะปรับปรุงวิธีการเรียนอย่างไร จะหาเพื่อนคนไหนมาช่วยติวให้บ้าง แล้วตั้งใจเรียนช่วงปลายภาค เพื่อสอบผ่านให้ได้

หรือถ้าหากคิดว่าเรียนวิชานั้นไม่ไหวจริง ๆ ก็ไม่ต้องไปเรียน ไปหาทางทำมาหากินอย่างอื่นดีกว่า

เรียนไม่เก่งก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีดีอย่างอื่น ลองค้นหาจุดเด่นอื่น ๆ ของตนเองจะดีกว่า ถ้าเชี่ยวชาญ Warcraft Dot A นัก ก็เล่นเอาจริงเอาจัง ไปแข่งชิงแชมป์ระดับประเทศหรือระดับโลกไปเลย

แต่ นิสิต-นักศึกษาระดับปริญญาตรีหลาย ๆ คน ที่ผมรู้จัก ยังยึดติดกับวิธีการเอาตัวรอดโดยไม่พัฒนาการเรียนของตนลงทะเบียนแล้ว ลงทะเบียนอีก ดรอปแล้วดรอปอีก ซ้ำ ๆ ซาก ๆ ไม่ได้ทำให้เกิดผลงานที่ดีขึ้นเลย

แถมบางคน ยังชอบแนะนำรุ่นน้องอีก ว่า ดรอป ๆ ไปเถอะ เดี๋ยวเรียนใหม่ก็ได้

ทุกปัญหามีทางออก ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน จงยอมรับผลจากการเลือกของตนเองด้วย

มนุษย์จำเป็นต้องทำงาน อย่างน้อยก็เพื่อยังชีพ

ทำงานแล้วมันยังชีพได้ยังไงนะหรือ ก็เพราะมันได้เงินไปซื้ออาหารไงล่ะ

หรือถ้าทำงานด้านการเกษตร หรือล่าสัตว์ เก็บของป่า ทำการประมง ก็ได้อาหารมาโดยตรงเลย ไม่ต้องเอาเงินไปแลกอาหาร

พอยังชีพได้แล้ว คนก็เริ่มทำงานด้วยเป้าหมายที่สูงขึ้นไป

บ้างก็เพื่อเอาเงินมาซื้อความสะดวกสบาย

บ้างก็เพื่อเอาเงินมาซื้อความบันเทิง

บ้างก็เพื่อสร้างสรรค์ผลงานให้ประจักษ์แก่ชาวโลก

บ้างก็เพื่อโชว์เทพ เมพขิงขิง

บ้างก็อยากดัง

บ้างก็ต้องการทำเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจในสินค้าหรือบริการที่ตนเองผลิต

จะทำงานเพื่ออะไรก็แล้วแต่ ขอให้มีจุดมุ่งหมายอยู่อย่างหนึ่ง มันสำคัญมาก

นั่นคือ "ทำงานเพื่อเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง"

ท่านควรพินิจพิจารณาด้วยสติให้ดี ว่าท่านได้เรียนรู้อะไรจากงานที่ทำบ้าง ? หากท่านรู้สึกว่างานที่ทำอยู่ ไม่ช่วยให้ท่านได้เรียนรู้อะไรเลย มันทำให้ชีวิตของท่านไร้แก่นสาร ท่านควรจะหาทางทำงานด้วยวิธีใหม่ ๆ เสียบ้าง หรือไม่ก็ไปทำงานกับองค์กรอื่นแทน

การที่คนได้เรียนรู้และพัฒนาความสามารถตนเองนี่ละ จะช่วยให้คนได้บรรลุเป้าหมายอื่น ๆ ในชีวิตตามมาด้วย