environment

อาจารย์สรณัฎฐ์ (คนสอนวิชาโภชนาการสำหรับอาหารสัตว์น้ำ) "พวกคุณควรจะกินอาหารที่มันดี ๆ จะได้ร่างกายแข็งแรง มีลูกได้สัก 2 คนขึ้นไป"

ศรี "อย่ามีลูกเยอะเลย"

อาจารย์สรณัฎฐ์ "อ้าว ทำไมล่ะ ถ้าหากว่ามีลูกกันแค่ครอบครัวละ 1 คน ประชากรมนุษย์จะลดลงไปเรื่อย ๆ นะ"

ศรี "ลด ๆ ไปบ้างแหละ ดีแล้ว"

อาจารย์สรณัฎฐ์ "อ้าว ทำไมถึงต้องลดประชากรด้วยล่ะ ถ้าประชากรมีน้อยละก็ เศรษฐกิจจะไม่ค่อยเติบโตนะ คิดดูสิ ผลิตอะไรมา ก็มีจำนวนคนซื้อน้อย"

ศรี "ก็จะได้มีตัวผลาญทรัพยากรธรรมชาติน้อยลงไงล่ะ"

อาจารย์สรณัฎฐ์ "ฮู่ย~~~ ทรัพยากรธรรมชาติน่ะ มันมีมากมายมหาศาล เพียงพอสำหรับมนุษย์ทุกคนแหละ มันไม่เพียงพอกับความโลภของมนุษย์ต่างหาก ถึงแม้จะมีประชากรมนุษย์น้อย แต่ถ้ามนุษย์จำนวนน้อยเหล่านั้นเต็มไปด้วยความโลภ มีทรัพยากรธรรมชาติเท่าไรก็ไม่เพียงพอหรอก"

สรรหามากินได้เรื่อยๆ

posted on 04 Apr 2007 04:24 by sriproject

สัตว์ที่ผมแสดงในภาพ ชื่อไทยเรียกว่า กั้งกระดาน
ชื่อสามัญภาษาอังกฤษชื่อว่า Flat Head Lobster , Locust Lobster
ชื่อวิทยาศาสตร์คือ Thenus orientalis
Family : Scyllaridae
Infraorder : Palinura
Order : Decapoda
Class : Malacostraca
Subphylum : Crustacea
Phylum : Arthropoda

ภาพนี้ ถ่ายมาจากร้านนายแกละ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับซิกม่ารีสอร์ท เมืองพัทยา
บาน ซึ่งเป็นผู้นำการเที่ยวครั้งนี้ พาพรรคพวกที่มาเที่ยวด้วย มากินมื้อค่ำที่ร้านนี้ ในค่ำวันที่ 2 ของการเที่ยวพัทยา

ในร้าน ก็มีกุ้งก้ามกราม ปูม้า ปูทะเล ปลากะพงขาว ปลาเก๋า ตัวเป็นๆ เหมือนที่ร้านอาหารทะเลหรูๆหลายๆร้านมีกัน ผมเป็นพวกชอบเดินไปคุยเล่นกับสัตว์น้ำ (คุยเล่นจริงๆ เพราะคู่สนทนาของผม ไม่ตอบกลับสักคำ) ก็มักจะเดินไปดูที่ตู้ปลา หรือบ่อที่กักสัตว์น้ำเหล่านี้ไว้

เป็นครั้งแรก ที่ผมจะเห็นกั้งกระดานตัวเป็นๆ ในร้านอาหาร ก็เลยถ่ายภาพเก็บไว้สักหน่อย

หากผมถามท่านผู้อ่านละก็ เชื่อว่าท่านผู้อ่านประมาณ 95% ไม่รู้จักสัตว์ทะเลชนิดนี้

ส่วนถ้าเป็นตัวผมละก็ ผมรู้จักมาตั้งแต่สมัยประถม
เพราะผมเปิดอ่านพวกหนังสือรวมภาพสัตว์น้ำตั้งแต่ประถม
ผมสามารถจำชื่อ Phylum หลักๆ ของสัตว์ที่พบเจอได้บ่อยๆ ได้ตั้งแต่ตอนเรียนประถม ส่วนคนทั่วไป จะเรียนตามหลักสูตรของรัฐบาลก็ตอนอยู่มัธยมปลาย

จนถึงตอนเรียนมหาวิทยาลัย คณะประมง ในข้อสอบวิชาสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลัง ก็ยังมีเจ้าตัวนี้ออกข้อสอบ แบบง่ายมากๆ แค่ฉายภาพตัวเต็มๆให้ดู แล้วถามทื่อๆเลย ว่าสัตว์ที่เห็นในภาพ ชื่อว่าอะไร ให้ตอบเป็นชื่อไทยด้วย ไม่ต้องตอบชื่อวิทยาศาสตร์

ท่านผู้อ่าน คิดว่าเจ้ากั้งกระดานนี้ หน้าตาน่ารักหรือเปล่า?
ผมขอเดาว่า ท่านผู้อ่านคงตอบว่า กุ้งก้ามกราม กุ้งกุลาดำ กุ้งแชบ๊วย ที่เห็นบ่อยๆในตลาด หน้าตาน่ารัก น่ากินกว่านี้

ผมเคยไปซื้อกั้งกระดานมากิน ที่สะพานปลา ใกล้โรงเรียนวัดสุทธิวรารามเป็นครั้งคราว เมื่อ พ.ศ. 2546 สมัยนั้น กั้งกระดานขนาด 7-8 ตัวต่อกิโลกรัม ราคา 140 บาท
ที่ราคา 140 บาทนี่ คือตัวที่เปลือกภายนอกเสียหายไปเล็กน้อย เปลือกส่วนที่ยึดระหว่างหัวกับตัว หลุดจากกัน หากเป็นตัวที่รูปร่างสมบูรณ์ดี ราคากิโลกรัมละ 240 บาท แม่ค้าที่ร้านเรียกว่า "ของระดับเพรสซิเดนท์" ก็แปลกดี แค่เปลือกส่วนหัวหลุดนิดหน่อย ราคาตกขนาดนี้ ก็ดี เราจะได้ซื้อของราคาต่ำหน่อย

เรื่องรสชาติ ผมเคยกินแล้ว เนื้อแน่น อร่อย ไม่แพ้กุ้งก้ามกรามตัวเป้งๆ

แต่ไม่ใช่ว่าไปสะพานปลาทุกวันแล้วจะเจอทุกวัน นานๆครั้ง ถึงจะมีของให้คนมาืซื้อ

ในอนาคต ผมคิดว่า คนจะรู้จักกั้งกระดานที่ว่านี่ กันมากขึ้น
ท่านผู้อ่าน ก็จะพบ ตามตลาดหรือร้านอาหารมากขึ้น
และมีแนวโน้มว่า ราคาก็จะสูงขึ้น
ซึ่งมันก็สูงจริงๆ ผมไปที่สะพานปลาครั้งล่าสุด ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 ราคากั้งกระดาน พุ่งไปถึงกิโลกรัมละ 400 บาท

ขณะที่กำลังเรียนวิชาสัตว์น้ำไม่มีกระดูกสันหลัง อาจารย์ผู้สอนได้ให้ข้อมูลว่า "เมื่อก่อน ไอ้ตัวนี้ ไม่ค่อยเป็นที่นิยม แต่สมัยนี้ กุ้งทะเลชนิดอื่นที่คนนิยมกิน จับได้น้อยลง คนเลยจับไอ้ตัวนี้ไปขายไปกินแทน"

จากที่ผมได้ข้อมูลมา ในอดีตก็ไม่ได้จับกั้งกระดานได้บ่อยอยู่แล้ว หากจับจากทะเลต่อไป คงสูญพันธุ์ในเวลาไม่นานนัก
ท่าทางว่าหากเป็นที่นิยมมากๆ คงมีคนที่มองเห็นโอกาส และมีฝีมือ มีทุนพอ ไปทำฟาร์มกั้งกระดาน

ในอนาคต ท่านผู้อ่านคงจะเห็นกุ้งหน้าตาแปลกกว่านี้ในตลาดสดหรือตามร้านอาหาร เพราะหากสัตว์ชนิดไหนจับจากธรรมชาติได้น้อย คนก็คงไปหาอย่างอื่นมากินได้เรื่อยๆ

แต่นั่น ไม่ใช่เรื่องที่น่าดีใจนัก มันเป็นสิ่งที่บ่งบอกให้เห็นถึงทรัพยากรธรรมชาติ ที่ร่อยหรอลง
ผมเคยกล่าวว่า เศรษฐกิจแบบบริโภคนิยม จะทำให้ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เพียงพอที่จะมาหมุนเวียนในการผลิตสินค้าหรือบริการ การที่ท่านเห็นกุ้งปูบางชนิดหายไปจากท้องตลาดเพราะจับจากธรรมชาติได้ไม่พอ ก็เป็นตัวอย่างหนึ่ง

ชาวพื้นเมืองเคนย่า มีสุภาษิตว่า "ปฏิบัติต่อโลกนี้ให้ดี โลกนี้ไม่ใช่มรดกที่เรารับมาจากพ่อแม่ แต่เราขอยืมมาจากลูกหลาน"

ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ควรจะให้ความร่วมมือในการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า อย่าเอาทรัพยากรมาใช้ทิ้งใช้ขว้างให้สูญเปล่า แบบตอนที่บางคนกินอาหารที่ร้านอาหารแบบบุฟเฟ่ต์

ที่ผ่านมา ผมมักจะโยนความผิดเรื่องการไม่รักษาสิ่งแวดล้อม ให้กับผู้ผลิตสินค้าและบริการ ไหนจะกระตุ้นการบริโภคมากเกินไปบ้าง , ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลือง , คำนึงถึงกำไรมากกว่าความรับผิดชอบต่อสังคม ฯลฯ

ทั้งที่ความจริงแล้ว การรักษาสภาพแวดล้อม , การใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคด้วย ไม่ใช่หน้าที่ของผู้ผลิตฝ่ายเดียว

สิทธิและหน้าที่ของผู้บริโภค ผมเคยกล่าวไว้แล้ว ขอให้รักษาสิทธิและหน้าที่เหล่านั้นไว้ด้วย

ผู้บริโภค ไม่ควรบริโภคสินค้าและ/หรือบริการ มากเกินความต้องการและ/หรือ ความจำเป็นที่แท้จริงของตนเอง และควรคิดเสมอด้วยว่า การบริโภคสินค้าหรือบริการใดๆ ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง

อะไรที่ใช้หมุนเวียนได้ก็ควรใช้ (ถุงพลาสติก ที่ไม่เลอะเทอะมาก) อะไรที่ใช้ครั้งเดียวทิ้ง(เช่น ถ้วยกระดาษ , ถ้วยพลาสติก) ก็อย่าใช้บ่อยเกิน

ถ้าจะให้ดี ก็แยกขยะก่อนทิ้งด้วย เพื่อความสะดวกในการกำจัดขยะขององค์กรที่รับผิดชอบเรื่องนี้

ช่วยๆกันคนละนิด อย่าโยนภาระไปๆมาๆพร่ำเพรื่อ โลกจะได้สดใสขึ้น