life

คนไทย คุ้นเคยกับข้าวดี

ในประเทศไทย มีข้าวหลากหลายชนิด ข้าวที่ขึ้นชื่อว่ามีสารอาหารสูง และรสชาติอร่อย ก็คือข้าวซึ่งมีสีม่วงเข้มเกือบดำนั่นเอง

ผมเคยเอาข้าวเหนียวดำมาทำอาหารคาว อย่าง "ข้าวเหนียวดำอบแฮมชีสเห็ด" มาแล้ว

คราวนี้ ผมจะทำของหวานบ้าง

ส่วนผสมหลัก ได้แก่

ข้าวเหนียวดำ ประมาณ 3/4 ถ้วย

ข้าวบาเล่ย์ ประมาณ 1/4 ถ้วย

ถั่วกาบังโซ่ ประมาณ 1/4 ถ้วย

ข้าวฟ่าง ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

งาขาว ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

งาดำ ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ

เผือก

มะพร้าวอ่อน

ถั่วกาบังโซ่นี้ หาซื้อได้จาก Super market ในเครือ Tops

เริ่มแรก ก็เฉาะมะพร้าว เทน้ำมะพร้าวออกมาเก็บไว้ แล้วขูดเนื้อมะพร้าวออกมา

ล้างเผือกให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ

ซาวข้าว ล้างถั่วให้สะอาด (เมล็ดข้าวดูดสิ่งต่าง ๆ เข้าไปในตัวมันได้มาก จึงควรจะใช้น้ำดื่มล้างจะดีกว่า)

ผัดพวกธัญพืชทั้งหมดด้วยน้ำมันพืชเสียก่อน (เติมเนยลงไปด้วยก็ได้นะ กลิ่นหอม เข้ากันดี)

ผัดจนมีกลิ่นหอมออกมา

จากนั้นก็เติมเผือกลงไปผัดต่อ

เติมน้ำมะพร้าวและเนื้อมะพร้าวลงไป

จากนั้นก็หุงข้าว ตามวิธีการหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ

หุงแค่ประมาณ 15-20 นาที ก็สุกกำลังดีแล้ว

วิธีสังเกตง่าย ๆ คือ ถ้าได้กลิ่นไหม้นิดหน่อย ก็ปิดเตาได้

ข้าวเหนียว เผือก มะพร้าว สัมผัสนุ่มนิ่ม

และมีสัมผัสกรอบ ๆ จากข้าวฟ่างและงาด้วย

กลิ่นหอมทั้งข้าว เผือก มะพร้าว เข้ากันได้ดี

โดยรวมแล้ว ใช้เวลาไม่มาก ขั้นตอนไม่เยอะมาก

แต่ก็ต้องกะปริมาณน้ำ กับข้าวให้ดี จะได้หุงได้นุ่มพอดี ไม่แข็ง ไม่เละเกินไป

-----
สูตรอาหารนี้ ผมได้นำไปเผยแพร่ในเวบ thorfun.com ด้วย ถ้าชอบก็ตามไปกด like ได้
 
ผมเปิด page Skydash kitchen ใน facebook แล้ว ผมมักจะเอาภาพอาหารที่ผมเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ มา post ลงในนั้น ไปติดตามดูกันสด ๆ ใหม่ ๆ ได้
ท่านผู้อ่าน ที่รู้จักอาหารญี่ปุ่น ก็น่าจะรู้จัก "เส้นโซบะ" ด้วย
ซึ่งเส้นโซบะที่ว่านี้ ก็ถูกทำมาจากแป้ง Buckwheat นั่นเอง
Buckwheat เป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพมาก
 
ก่อนที่มันจะถูกบดเป็นแป้ง มันเป็นเมล็ดรูปร่างอย่างนี้
ผมได้ซื้อมันมาจาก Villa Market ในห้าง Paradise
 
ดูด้านหลังถุงกันบ้าง
ราคาของมันก็แพงใช่เล่น ถุงละ 150++ บาท ได้มา 500 กรัม
 
เพื่อศึกษารสชาติของมัน ผมจะต้มมันแบบธรรมดาก่อน
 
ก่อนต้ม ก็ล้างน้ำให้สะอาดก่อน
สังเกตได้ว่า น้ำล้างเมล็ดบัควีทเป็นสีน้ำตาลอ่อน
 
เติมน้ำลงไปในหม้อ จนระดับน้ำสูงประมาณ 2 เท่า ของเมล็ดบัควีท
แล้วก็ต้ม
 
ต้มแค่ประมาณ 5 นาที ก็นิ่มมากพอที่จะกินได้แล้ว
หากต้มนานกว่านั้นอีก ก็จะนิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
 
หุงครบ 20 นาทีแล้ว ออกมาสวยใช้ได้ (ใช้วิธีการเดียวกับการหุงข้าวแบบไม่เช็ดน้ำ)
 
รสสัมผัสออกมาเนียนดี มีสัมผัสคล้าย ๆ เมือกนิดหน่อย กลิ่นหอมใช้ได้
 
เทียบขนาดให้ดู ระหว่างเมล็ดแห้ง กับเมล็ดที่หุงสุกแล้ว
สังเกตเห็นได้ว่า พองขึ้นจนมีขนาดเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า
 
ลองเอามาทอดดูบ้าง
ใช้เวลาประมาณ 3 นาที ก็สุกแล้ว สังเกตได้จากสีซึ่งเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มขึ้น และมีกลิ่นหอมออกมา
เนื้อสัมผัสกรอบร่วน อร่อยดีมาก
 
หลังจากนำเมล็ดดิบ ๆ แช่น้ำเป็นระยะเวลาประมาณ 12 ชั่วโมง ก็พบว่า มีฟองอากาศปุดขึ้นมา
ฟองนี้ เกิดจากยีสต์นั่นเอง เอายีสต์ที่ได้ไปทำขนมปังหรือเค้กได้เลย ออกมาเนื้อฟู นุ่มดี
 
เอาเมล็ดบีควีทที่ถูกแช่น้ำจนพองแล้วไปหุง
เติมน้ำลงไปพอท่วม
หุงแค่ 5 นาที ก็สุกแล้ว
 
เอาไปผัดน้ำมัน ก็พบว่า เมล็ดแยกตัวออกจากกันดี ไม่ติดกันเป็นก้อน
 
คราวนี้ ผมได้ลองเอาเมล็ดที่ถูกทอดจนกรอบแล้ว มาต้มซ้ำ
เติมน้ำลงไปจนระดับน้ำสูงกว่าเมล็ดบัควีทประมาณ 2 เท่า
หุงประมาณ 10 นาที
เนื้อสัมผัสออกมาร่วน ๆ ไม่มีสัมผัสคล้าย ๆ เมือกแล้ว
 
ถ้าอยากกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ใช้เวลาปรุงไม่นาน เมล็ดบัควีทนับเป็นตัวเลือกที่ดีตัวหนึ่ง ใช้เวลาปรุงแค่ 5 นาที ก็กินได้อย่างอร่อยแล้ว
 
---
บทความนี้ ผมได้เอาไปลงในเวบ thorfun.com ด้วยนะครับ ถ้าชอบก็ตามไปกด like กันได้
และผมได้เปิด page ใหม่บน facebook แล้วนะครับ ชื่อว่า Skydash Kitchen เอาไว้รวมภาพอาหารไว้ก่อน ซึ่งผมมักจะ post ภาพทันที หลังจากที่ทำอาหารเสร็จแล้ว ตามไปกด like กันได้นะครับ
อาหารหลักของคนไทยก็คือข้าว
ข้าวที่ถูกเพาะปลูกในประเทศไทยก็มีหลากหลายสายพันธุ์
 
ข้าวที่ขึ้นชื่อว่ารสชาติอร่อย และมีสารอาหารสูงมาก ก็คือข้าวที่มีสีม่วงเข้มเกือบดำนั่นเอง ตัวอย่างเช่น ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ข้าวหอมนิล และ ข้าวเหนียวดำ
 
ข้าวเหล่านี้ ถูกนำไปปรุงอาหารได้หลากหลายแบบ เอาไปผสมผสานกับเครื่องปรุงของอาหารชาติอื่น ๆ ก็ได้
 
ผมจึงลองทำข้าวเหนียวดำอบแฮมชีสเห็ด
 
ผมได้ทดลองทำอยู่หลายครั้ง ก็ได้สูตรที่น่าพอใจออกมาเป็นสูตรนี้
 
ส่วนประกอบหลักดังภาพนี้ ทำออกมาได้ประมาณ 3 หน่วยบริโภค
 
เมื่อก่อนนี้ ผมเคยใช้ข้าวหลายแบบมากกว่านี้ เคยใช้ทั้งข้าวสาลีกล้อง ข้าวกล้องดอย ข้าวไรซ์เบอร์รี่ รวมเข้าไปด้วย 
 
แต่ว่าครั้งนี้ ผมเลือกใช้แค่ข้าวเหนียวดำและข้าวบาเล่ย์เท่านั้น
ใช้อัตราส่วนข้าวเหนียวดำ 3 ส่วน ข้าวบาเล่ย์ 1 ส่วน
 
เพราะว่า ข้าว 2 ชนิดนี้ ใช้ระยะเวลาในการหุงใกล้เคียงกัน
ถ้าใส่ข้าวที่ต้องใช้ระยะเวลาหุงต่างกันมากเกินไป จะทำให้กะปริมาณน้ำและระยะเวลาปรุงได้ยาก
อาจทำให้ข้าวชนิดใดชนิดหนึ่งเละเกินไป ในขณะที่ข้าวอีกชนิดหนึ่งยังแข็งเกินไปก็ได้
 
วัตถุดิบอื่น ๆ ได้แก่
- แครอท
- เห็ด (ในครั้งนี้ ผมใช้เห็ดชิเมจิ)
- ข้าวโพดข้าวเหนียว
- หอมแดง
- กระเทียม
- ขิง
- ผักชี
- ต้นหอม
- เนย
- นมวัว
- น้ำนมข้าว
- แฮม
- ชีสแผ่น (ใช้เชดด้า ชีส ก็ได้)
- เนมชีส (ใช้มอสซาเรลล่า ชีส แทนก็ได้)
- พาร์เมซาน ชีส
 
เตรียมเครื่องปรุงต่าง ๆ ให้พร้อมก่อน
 
ซาวข้าวด้วยน้ำสะอาด 1 ครั้ง เพื่อล้างสิ่งสกปรกออก
ควรจะซ้าวข้าวด้วยน้ำดื่มไปเลย เพราะว่าข้าว สามารถดูดสารต่าง ๆ เข้าไปไว้ในตัวมันเองได้มาก ถ้าใช้น้ำประปา มันอาจดูดคลอรีนเข้าไปด้วย
 
ซอยขิง ผักชี ต้นหอม กระเทียม หอมแดง เป็นฝอย ๆ ละเอียด
 
แกะเมล็ดข้าวโพดข้าวเหนียวออกมาเป็นเม็ด ๆ
 
หั่นแครอทเป็นชิ้น ๆ
 
ตัดโคนเห็นชิเมจิซึ่งอยู่ติด ๆ กันออกไป แล้วล้างให้สะอาด
 
หั่นแฮมเป็นชิ้น ๆ
 
ตั้งไฟให้ร้อน
(ผมใช้เตาแม่เหล็กไฟฟ้า)
ใส่เนยกับน้ำมันพืชลงไป
 
ใส่เครื่องเทศสับลงไปผัด
 
ผัดจนเป็นสีน้ำตาล
 
เติมข้าวลงไปผัดต่อ
ผัดจนมีกลิ่นหอมของข้าวออกมา
 
เติมข้าวโพด เห็ด แครอท แฮม ลงไปผัดต่อ
 
เติมนมวัว น้ำนมข้าว และชีสแผ่นลงไป
เอาให้ระดับน้ำ ท่วมเครื่องปรุงทั้งหมดก็พอ
ต้มจนเดือด
 
จากนั้นก็ปิดฝาหม้อ
ลดไฟลง
 
 
หลังจากข้าวสุกแล้ว ก็โรยเนมชีสลงไป
 
ใช้ทัพพี พลิกข้าวกลับด้านขึ้นมา แล้วโรยชีสลงไปอีก
 
ปิดฝาหม้อ อบต่อไปอีกประมาณ 3 นาที
 
เสร็จออกมาแล้ว ชีสเยิ้ม เหนียว หนืดดี
โรยพริกไทย และเครื่องเทศอิตาเลียนผสมสำเร็จรูปลงไป
 
เติมไข่ไก่สักฟอง แล้วอบต่อจนไข่สุกก็ได้นะ รสชาติเข้ากันดี
โรยพาร์เมซานชีสลงไปเพิ่มก็ได้ ถ้าต้องการ
 
รสชาติอร่อยมาก
ข้าวเหนียวนุ่ม ๆ กับชีสเหนียว ๆ มัน ๆ เข้ากันได้ดี
มีรสสัมผัสหลากหลายในจานเดียวกัน
 
ไม่ควรกินเกิน 1 หน่วยบริโภคต่อคนต่อมื้อ เพราะถ้ากินเกินกว่านั้น จะเลี่ยนชีสมาก
 
กินแล้วจะช่วยให้ไม่หิวไปได้นานมาก กินตอนเช้าแล้วไม่หิวไปถึงบ่ายเลย